กึก ...
เสียงฝีเท้าสงบลงกับที่ หยุดลงตรงหน้าอาคารก่อสร้างขนาดใหญ่ ซึ่ง ณ ตอนนี้กลับกลายเป็นอาคารร้างไร้ซึ่งผู้คน
ตามตัวอาคารเต็มไปด้วยรอยไหม้สีดำ ตัวตึกแหว่งพังเสียหายและโครงสร้างที่ดูบิดเบี้ยวออกไป
เพียงมองดูด้วยสายตาก็ทำให้คาดคะเนได้ทันทีว่า ร่องรอยทั้งหมดนี่คือความเสียหายจากเปลวเพลิง

เอื๊อก ! .
ร่างสูงกลืนน้ำลายลงลำคอเพื่อให้ใจสงบ ก่อนค่อยๆกวาดมองวิเคราะห์สิ่งก่อสร้างนี้อย่างช้าๆ
ก่อนนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจะจ้องอาคารตรงหน้าอย่างถี่ถ้วน
"เสียหายมาก เหมือนกันนะนี่"
เปรยเบาๆ พลางทอดมอดไปข้างหน้า สายลมอ่อนๆในยามเช้าที่พัดผ่าน ช่วยทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย

"ฉันจะต้องหา'ต้นเหตุ'ของเรื่องบ้าๆเรื่องนี้ให้ได้" ค่อยๆรวบรวมความกล้า ย่างก้าวเข้าไปภายในด้วยความมุ่งมั่น
ตึก  ตึก   ตึก
ฝีเท้าหนักค่อยๆก้าวเดินอย่างเป็นจังหว่ะสม่ำเสมอ เขาคอยมองซ้ายขวาไปมาตลอดสำรวจสภาพภายใน  ทำให้พบเห็นห้องพยาบาลมากมายพังเสียหายจากเพลิงไหม้ อุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆซึ่งอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถใช้งานได้
ที่สำคัญตามเส้นทางที่ผ่านมานั้น มีคราบเลือดและเศษของชิ้นโลหิตเปรอะเปรื้อนตามพื้นและผนัง จนทำให้ไม่อยากนึกว่าสภาพก่อนหน้านี้นั้นเป็นอย่างไร
เขาสลัดภาพตรงหน้าทิ้ง ก้าวเดินต่อไปเพื่อให้บรรลุจุดหมาย
"แล้วฉันจะหาเจอได้ยังไง..ว่าต้นเพลิงมันมาจากที่ไหนกันแน่" พึมพัมพลางยกมือขึ้นกุมศีรษะอย่างครุ่นคิด
"คงต้องเดินหาไปเรื่อยๆ ละมั้ง"
เวลาผ่านไปเด็กหนุ่มได้เดือนสำรวจต่อไปเรื่อยๆ และในขณะนี้นั้นเขาได้หยุดอยู่ในชั้นที่สี่
ขาทั้งสองข้างเริ่มมีอาการล้าจากการเดินติดต่อกันเป็นเวลานาน จนทำให้อดคิดขึ้นมาว่า ตนเองมาทำอะไรในที่แบบนี้กันแน่

'สงบใจไว้..คลาวด์ฟิน เรารับปากไปแล้วนี่ ว่าจะต้องหาสาเหตุของเรื่องนี้ให้เจอจะมาถอยตอนนี้ไม่ได้'
แสงสว่างจากภายนอกที่ส่องเข้ามาทำให้เส้นทางพอมีแสงสว่างรางๆให้มองเห็น ร่างสูงก้าวไปข้างหน้า พร้อมๆกับบทสรุปของมัจจุราชที่รออยู่เบื้องหน้า
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
50 %
 


"ลั้น ลา ~"

เสียงฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์ดังท่ามกลางหุบเขาที่เต็มไปด้วยความเขียวขจี

เหล่าสัตว์ป่าตัวจ้อย ต้นไม้ขนาดใหญ่จำนวนมากให้ความร่มเย็นและเสียงของน้ำไหลจากลำธารที่ใสจนมองเห็นพื้นหิน สร้างความรู้สึกเพลิดเพลินให้กับผู้สัญจรผ่านมาอย่างมาก

ถึงแม้ล้อของรถม้าเสียดสีกับพื้นดินทำให้เกิดเสียงดังกึกก้องรอบบริเวณรถเกวียนขนาดเล็ก ซึ่งมีเจ้าม้าสีขาวตัวน้อยกำลังวิ่งลากอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยบนคันรถมีกล่องกระดาษทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่บรรทุกอยู่ โดยไม่ทราบว่าภายในนั้นบรรจุสิ่งใดมาบ้าง

เสียงล้อกระทบพื้นดินดังกุกกักน่ารำคาญ หากมันไม่สามารถทำให้ชายผู้อยู่บนหลังม้าละสายตาจากทิวทัศน์อันสวยงามรอบๆได้

"สวยจริงๆเลยนะนี่ที่เนี่ย" เขาคลี่ยิ้มพลางทอดมองธรรมชาติรอบกาย สายลมที่พัดอ่อนๆทำให้รู้สึกผ่อนคลายจากการเดินทางไกล

"ถ้าได้อาศัยอยู่ที่นี่ ก็ไม่เลวเหมือนกันนะ"เด็กหนุ่มกล่าวด้วยความชื่นชมต่อบรรยากาศที่ชวนให้รู้สึกสดชื่น ก่อนจะหันกลับมามองทางข้างหน้าเพื่อควบคุมรถม้าต่อ

"เฮ้ย !"เขาต้องร้องเสียงหลงเมื่อพบว่าสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งกำลังวิ่งตัดหน้าเส้นทางรถอยู่

ร่างสูงกระตุกเชือกอย่างแรงทำให้เจ้าม้าสีขาวรับคำสั่งวิ่งเบี่ยงออกข้างเส้นทางเพื่อหลบเจ้าสุนัขจิ้งจอกที่กำลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต


แรงเหวี่ยงที่เกิดขึ้นนั้นมากจนทำให้เด็กหนุ่มเสียพลัดหลักตกจากหลังม้าลงข้างทางกระแทกพื้นอย่างรุนแรงก่อนร่างของเขาจะกลิ้งลงเนินและค่อยๆหมดสติไป

 

...

 

ไม่รู้ว่าเวลาได้ผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วและได้หมดสติไปนานเท่าไหร่

นัยน์ตาค่อยๆเปิดออกอย่างช้าๆเมื่อได้ยินอะไรบางอย่าง

'ฟื้นแล้วเรอะ ไอ้หนุ่ม'

เสียงแหบที่ได้ยินกระตุ้นให้เขารีบดึงสติกลับมาเร็วขึ้น

'ดูเหมือนจะไม่เป็นอะไรมากสินะ' เสียงพูดดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หากมันเป็นเสียงหวานของสตรีเพศซึ่งต่างกับเสียงแหบแห้งที่ได้ยินในตอนแรก

 

ผู้สลึมสลือค่อยๆรวบรวมเรี่ยวแรงดันร่างให้ลุกขึ้นมาอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิ ก่อนยกมือข้างหนึ่งขึ้นกุมศีรษะโดยอัติโนมัติ    "เจ็บ!"เขาร้องขึ้น รู้สึกปวดที่ศีรษะอย่างรุนแรง

"หัวเธอคงกระแทกตอนเกิดอุบัติเหตุน่ะพ่อหนุ่ม" เสียงแหบพร่าดังขึ้นอีกครั้ง

และเมื่อหันมองต้นเสียง จึงทำให้เห็นว่าผู้พูดคือชายชราคนหนึ่ง ชายแก่ใส่สูทอย่างผู้ดีชาวยุโรป ใส่หมวกกลมปีกกว้างสีเขียว มือขวาถือไม้เท้าที่ทำจากไม้โดยที่หัวไม้เป็นรูปเกือกม้าติดปีกนกสีขาวที่ทำจากเหล็ก


เด็กหนุ่มกวาดสวยตาไปรอบๆ ทำให้พบหญิงแปลกหน้าคนหนึ่งซึ่งทำให้รู้ได้ทันทีว่าเธอคือเจ้าของเสียงหวานนุ่มที่เขาได้ยิน

หญิงสาววัยผู้ใหญ่ในชุดสีแดงคล้ายชาวจีน หล่อนใส่หมวกสีแดงสดซึ่งทำจากผ้ายาวลงประบ่าที่กลางหน้าผากมีจุดขนาดเล็กดูสง่างาม


"พวกคุณคือ.." ผู้ประต่อเรื่องราวถามอย่างงุนงง ขณะนี้ในหัวนั้นขาวโพลนไปหมด

ชายชรายิ้ม ก่อนโค้งตัวแนะนำอย่างสุภาพ  "ฉันชื่อ รัทเจอร์ เป็นนายกเทศมนตรีของหมู่บ้านบลูเบลที่ล่างเขาแห่งนี้ทางตะวันตก"

หญิงสาวมองชายสูงอายุอย่างไม่สบอารมณ์ที่ถูกชิงพูดก่อนจากนั้นหล่อนจึงหันกลับมาแนะนำตัว  "ฉันชื่อ 'อินะ'เป็นนายกเทศมนตรีของหมู่บ้านโคโนะฮานะ หมู่บ้านฉันอยู่ทางข้างล่างขางเขาฝั่งตะวันออกน่ะ "

เธอถามต่อ "แล้วเธอล่ะ ชื่ออะไรเหรอ แล้วมาจากที่ไหนกัน" นัยน์ตาสีดำสนิทของเจ้าหล่อนทอดมองเด็กหนุ่มตรงหน้า ที่กำลังกุมขมับทิ้งสองข้างหลับตาเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง


ก่อนเขาจะลืมตาขึ้นเงียบลงชั่วครู่ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ  "ผะ..ผม  ผมจำอะไรไม่ได้เลยครับ.. " นัยน์ตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้างอย่างคนที่กำลังสติแตก

 

ทั้งสองตกใจที่ได้ยินเช่นนั้น

แต่รัทเจอร์นึกอะไรได้บางอย่าง เขายื่นมือชี้นิ้วออกไปทางอีกด้านหนึ่ง

"แล้วเธอจำเจ้านี่ได้ไหม"

ชายที่กำลังสติแตกหันมองตามทิศที่ผู้สูงอายุชี้  ทำให้พบกับลูกม้าสีขาวซึ่งเป็นผู้นำพาเขาเดินทางมาจนถึงที่นี่

"ตอนที่พวกเราบังเอิญมาพบเธอ มันคอยเฝ้าอยู่ไม่ห่างเลยนะ" อินะกล่าวพลางหัวเราะร่วน "มันคงรักเธอมาก"


เด็กหนุ่มผู้สูญเสียความทรงจำค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ๆด้วยท่าทีประหลาดใจ ส่วนเจ้าม้าตัวน้อยก็กำลังเดินตรงกลับมาหาผู้เป็นนาย


"โพนี่..โพนี่" ร่างสูงค่อยๆลูกใบหน้าของเจ้าม้าตัวน้อยอย่างเอ็นดู "นั่นแกใช่ไหม"

ลูกม้าขาวกู่ร้องเสียงแหลมแทนคำตอบ ผู้เป็นเจ้าของไม่รีรอที่จะดึงขอมันเข้ามากอดด้วยความรักใคร่  "ฮะๆ โพนี่..ใช่แกจริงๆด้วย"

เจ้าม้าร้องร่ามันดีใจเช่นเดียวกันที่เจ้านายจำมันได้


บรรยากาศที่น่าประทับใจ ทำให้นายกทั้งสองเผลอยิ้มอย่างมีความสุขโดยไม่รู้ตัว ก่อนนายกฝ่ายชายจะนึกขึ้นได้ว่าเขายังไม่ได้ถามอะไรบางอย่างไป

"ตอนนี้..เธอจำอะไรได้มั่ง "

"ครับ" เด็กหนุ่มละความสนใจจากเจ้าม้าเขากำลังครุ่นคิด ซึ่งมันก็เลิกชวนเขาเล่นเมื่อเห็นกริยาของเจ้านาย "เท่าที่นึกออก ผมจำได้แค่ชื่อตัวเอง..กับเจ้าโพนี่ครับ"


"แล้ว เธอชื่ออะไรหรือ" อินะถาม

"ผมชื่อ.." เว้นวรรค ทบทวนระบบความคิดให้แน่ใจ "ผมชื่อ 'โฮชิ'ครับ "


"โฮชิ งั้นหรือ เป็นชื่อที่ดีนะ" รัทเจอร์ฉีกยิ้ม ทันใดนั้นอินะที่อยู่ข้างๆเขาโพล่งขึ้นจนทำให้ชายแก่สะดุ้ง

"แล้วเธอจะเอายังไงต่อเหรอจำอะไรไม่ได้ บ้านก็ไม่มี" เธอมองคนตรงหน้าที่กำลังครุ่นคิดอีกครั้ง ส่วนชายแก่แอบว่าร้ายเธออยู่ในใจ

'จู่ๆก็พูดขึ้นมา คนเขาอุส่าห์ทำบรรยายกาศให้ซึ่ง'


โฮชิเงยหน้าขึ้นอย่างไร้ความหวัง "ไม่รู้เหมือนกันครับ"

เมื่อได้ยินคำตอบ นายกหญิงต่างยิ้มแป้นส่วนรัทเจอร์ลืมคำนึกคิดเมื่อครู่เช่นกัน พวกเขากล่าวออกพร้อมกันโดยรู้ตัว

"ถ้างั้น เธอมาอยู่ที่หมู่บ้านของฉันไหม ! "

"เอ๋ !?"


_ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _


End


ณ หุบเขาอันสวยงาม ภูเขาขนาดใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยธรรมชาติอันบริสุทธิ์

สถานที่สีเขียวบริสุทธิ์แห่งนี้นั้นเต็มไปด้วยเหล่าพฤกษาต้นไม้ที่อุดมสมบูรณ์ต่างเป็นร่มเงา สร้างความร่มเย็นให้แก่ที่แห่งนี้ อีกทั้งสายลำธารไหลเย็นสร้างความรู้สึกสดชื่นให้แก่ทุกชีวิตที่อาศัยบนสถานที่แห่งนี้


อีกทั้ง เหล่าผลไม้ สมุนไพร ทั้งหลายที่นำไปใช้ประกอบอาหาร และทำยารักษาโรคได้เป็นอย่างดี

อาจกล่าวได้ว่า มีพร้อมทุกอย่าง ..

ที่สำคัญ.. ณ หุบเขาแห่งนี้ นอกจากจะสวยงามและอุดมสมบูรณ์แล้ว ยังมี สิ่งมีชิวิตที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเท่าเทียม

เหล่าสิงสาราสัตว์หลากหลายชนิดที่สามาถพบเจอได้ทั่วไปบนหุบเขาแห่งนี้ ทั้ง นก สุนัขจิ้งจอก หมูป่า และสัตว์ชนิดอื่นๆอีกมากมาย

ที่สำคัญ..มีสิ่งมีชีวิต ที่เรียกว่า'มนุษย์'ซึ่งอาศัยร่วมกับธรรมชาติอยู่ด้วย
 
ทั้งสองฝ่ายของภูเขาลูกนี้นั้นมีหมู่บ้านขนาดเล็กตั้งอยู่ โดยทั้งสองหมู่บ้านเป็นมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันตลอดมา ถึงแม้ว่าหมู่บ้านทั้งสองนั้นจะมีสภาพที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง


ฝั่งด้านทิศตะวันจกของหุบเขา.. ซึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่บ้าน บลูเบล

ตัวหมู่บ้านแห่งนี้ถูกออกแบบเรียบง่ายอย่างตะวันตก ผู้คนที่อาศัยภายในหมู่บ้านแห่งนี้ต่างนิยมประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์นาๆชนิดเป็นอาชีพหลัก

เรียกได้ว่าแม้แต่คนที่เปิดกิจการโรงแรม ก็ยังมีฟาร์มสัตว์เลี้ยงเป็นของตัวเอง

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ผลผลิตและอาหารที่ขึ้นชื่อของหมู่บ้านแห่งนี้นั้น เป็นผลผลิตที่ได้จากสัตว์เสียเป็นส่วนใหญ่


ส่วนอีกฝั่ง..ทิศตะวันออกของภูเขา  เป็นที่ตั้งของหมู่บ้าน โคโนะฮานะ

หมู่บ้านแห่งนี้นั้น อาจเรียกได้ว่าแตกต่างกับหมู่บ้านบลูเบลโดยสิ้นเชิง

ตัวหมู่บ้านถูกออกแบบและตกแต่งสวยงามอย่างตะวันออก ซึ่งคล้ายกับสิ่งก่อสร้างของชาวจีน

ที่สำคัญสิ่งหากได้มาที่นี่ สิ่งที่จะได้เห็นจนชินตา คือแปลงผักและพืชผลการเกษตรจำนวนมากที่มพบเห็นได้ทั่วหมู่บ้าน

อาชีพหลักของผู้คนที่อาศัยในหมู่บ้านแห่งนี้คืออาชีพเพาะปลูกและทำไร่ ทำให้ผลผลิตที่สำคัญของที่แห่งนี้จึงเป็นผักผลไม้เสียเป็นส่วนใหญ่

และที่สำคัญส่วนประกอบหลักของอาหารหลัก จึงเป็นของที่มีผลผลิตจากการเกษตรแทบทุกชนิด

 

ถึงแม้ทั้งสองหมู่บ้านจะมีความแตกต่างกันมาก แต่ทั้งคู่ก็เป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันคอยติดต่อสื่อสารเกื้อกูลกันมาช้านาน

และได้ขุดอุโมงค์ที่สร้างโดยการเจาะช่องทะลุภูเขาลุกนี้ เพื่อให้การติดต่อกันทำได้ง่ายขึ้น

หมู่บ้านทั้งสองนั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันตลอดมา จนกระทั่งเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น

นายก หรือผู้นำของทั้งสองหมู่บ้านเกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงเพราะความแตกต่างในด้านอาหาร เนื่องจากทั้งคู่เชื่อว่าอาหารของหมู่บ้านตนเองนั้นดีและอร่อยที่สุด

ซึ่งเทพธิดาประจำสถานที่แห่งนี้ ได้คอยสังเกตุความขัดแย้งของทั้งสองตลอดมา

และแต่ถึงแม้เธอจะออกมาเตือนว่าหากทั้งสองไม่หยุดทะเลาะกันเธอจะปิดถ้ำที่เชื่อมหมู่บ้านทั้งสองเสีย

แต่มันก็ไม่ได้ผล เมื่อทั้งคู่ต่างไม่ลดทิฐิลงให้แก่กันยังคงไม่ยุติความบางหมาด จนกระทั่งความอดทนของเทพธิดาสาวถึงขีดสุด

เจ้าหล่อนจึงร่ายเวทย์มนต์ซึ่งทำให้เกิดหินถล่มลงมาปิดอุโมงค์ที่เป็นทางเชื่อมที่เร็วที่สุด โดยหวังว่าจะทำให้ทั้งคู่สำนึกได้

แต่ตรงข้าม นายกทั้งสอง ต่างคิดว่าไม่คิดจะมิตรกันต่อไป

ทำให้เทพธิดาสาวเริ่มคิดหนักเธออยากเห็นวันที่ทั้งสองจะคืนดีกันได้ แต่ก็ยังไม่ผมหนทางที่ว่านั่น


โดยหลังจากนั้น เดือนละ 4 ครั้ง ทั้งสองหมู่บ้านจะจัดการประกวดแข่งขันการทำอาหารขึ้นที่ลานว่างบนยอดเขา เพื่อพิสูจน์ว่าอาหารของฝ่ายไหนเป็นฝ่ายเหนือกว่ากัน

จุดๆนั้นทำให้เทพธิดาสาวคิดออก เธอคลี่ยิ้มและเริ่มคิดที่จะใช้การแข่งขันนี้ทำให้ทั้งสองคืนดีกันอีกครั้งหนึ่ง

แต่.. หล่อนยังต้องการคนๆหนึ่งซึ่งจะมาเป็นกุญแจดอกสำคัญในแผนการที่เธอคิดไว้

และ..หวังว่าจะได้พบกับคนๆนั้นในเร็ววัน


_ _ _ _


End